Newest Post

Archive for พฤศจิกายน 2014

การกำหนด Primary key

Key เป็นข้อกำหนดคุณสมบัติของคอลัมน์ใน Table ซึ่งทำหน้าที่เป็น index เพื่อเพิ่มความเร็ว
ในการค้นหาข้อมูล และใช้กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง Table
Primary key สร้างจากคอลัมน์ (หรือประกอบด้วยหลายคอลัมน์) ที่มีค่าของคอลัมน์ในทุก
แถวข้อมูลมีค่าไม่ซ้ำกัน เป็นการควบคุมค่าที่เก็บในคอลัมน์ และใช้ในการเชื่อมโยงกับ Table 
อื่น ในแต่ละ Table กำหนด primary key ได้ 1 key
Foreign key เป็นคอลัมน์ใน Table ที่ primary key อยู่ที่ Table อื่น หมายถึงว่า ค่าของ
คอลัมน์ทั้งหมดใน Table ต้องมีค่าสอดคล้องกับค่าของคอลัมน์ที่เป็น primary key ของ 
Table ที่สัมพันธ์กัน
Index สามารถกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการเพิ่มความเร็วในการค้นหาข้อมูล การเรียงลำดับ
ข้อมูล แต่ควรสร้างตามความจำเป็น เนื่องจากถ้ามีคอลัมน์ที่เป็น Index มากจะทำให้การทำงานช้าลง


การกำหนด primary key

ตัวอย่าง

CREATE TABLE employee
(employee_id (10),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20),
CONSTRAINT employee_primary_key PRIMARY KEY (employee_id));
หรือ
CREATE TABLE employee
(employee_id (10)NOT NULL
CONSTRAINT employee_primary_key PRIMARY KEY (employee_id),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20));

การกำหนด foreign key

ตัวอย่าง

CREATE TABLE employee
(employee_id (10),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20),
CONSTRAINT employee_foreign_key PRIMARY KEY (state));


การกำหนด Primary key

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
Posted by Unknown


1. เปิดเบราเซอร์เข้าลิ้งค์ http://localhos
http://htmlthai.com/pic/new-db/1.png



2. คลิกที่ phpMyAdmin หรือเข้าที่ลิ้งค์ http://localhost/phpmyadmin
http://htmlthai.com/pic/new-db/2.png


3.- ชื่อผู้ใช้งาน ใส่ root
   - รหัสผ่าน อันเดียวกับตอนที่ติดตั้ง appserv

http://htmlthai.com/pic/new-db/3.png


4. ใส่ชื่อของฐานข้อมูลที่ต้องการ และคลิก สร้าง

http://htmlthai.com/pic/new-db/4.png

5. ฐานข้อมูลถูกสร้างแล้ว

การสร้างฐานข้อมูลใน AppServ

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
Posted by Unknown
การติดตั้ง AppServ

เตรียมโปรแกรมเพื่อติดตั้ง       ดาวน์โหลดโปรแกรม AppServ จากเว็บไซต์ http://www.appservnetwork.com โดยเลือกเวอร์ชั่นที่ต้องการติดตั้งระหว่างเวอร์ชั่น 2.4.x และ 2.5.x
โดยความแตกต่างของ 2 เวอร์ชั่นนี้คือ
          2.4.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ที่มีความเสถียรเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงของระบบ
                  โดยไม่ได้มุ่งเน้นที่จะใช้ฟังก์ชั่นใหม่
          2.5.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ใหม่ๆ นำมาใช้งานโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการระบบใหม่ๆ
                  หรือต้องการทดสอบ ทดลองใช้งานฟังก์ชั่นใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้ความเสถียรของระบบได้ 100%
                  เนื่องจากว่า Package จากนักพัฒนานั้น ยังอยู่ในช่วงของขั้นทดสอบ ทดลองเพื่อหาข้อผิดพลาดอยู่

ขั้นตอนการติดตั้ง AppServ

       1. ดับเบิ้ลคลิกไฟล์ appserv-win32-x.x.x.exe เพื่อทำการติดตั้ง จะปรากฏหน้าจอตามรูปที่ 1

          

                                             รูปที่ 1 ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม AppServ

       2. เข้าสู่ขั้นตอนเงื่อนไขการใช้งานโปรแกรม โดยโปรแกรม AppServ ได้แจกจ่ายในรูปแบบ GNU License หากผู้ติดตั้ง
           อ่านเงื่อนไขต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว หากยอมรับเงื่อนไขให้กด Next เพื่อเข้าสู่การติดตั้งในขั้นต่อไป แต่หากว่าไม่ยอมรับเงื่อนไข
           ให้กด Cancel เพื่อออกจากการติดตั้งโปรแกรม AppServ ดังรูปตัวอย่างที่ 2
          

                                           รูปที่ 2 แสดงรายละเอียดเงื่อนไขการ GNU License

       3. เข้าสู่ขั้นตอนการเลือกปลายทางที่ต้องการติดตั้ง โดยค่าเริ่มต้นปลายทางที่ติดตั้งจะเป็น C:AppServ
           หากต้องการเปลี่ยนปลายทางที่ติดตั้ง ให้กด Browse แล้วเลือกปลายทางที่ต้องการ ตามรูปที่ 3 เมื่อเลือกปลายทางเสร็จสิ้น
           ให้กดปุ่ม Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งขั้นต่อไป
          

                                             รูปที่ 3 เลือกปลายทางการติดตั้งโปรแกรม AppServ

       4. เลือก Package Components ที่ต้องการติดตั้ง โดยค่าเริ่มต้นนั้นจะให้เลือกลงทุก Package แต่หากว่าผู้ใช้งาน
           ต้องการเลือกลงเฉพาะบาง Package ก็สามารถเลือกตามข้อที่ต้องการออก โดยรายละเอียดแต่ละ Package มีดังนี้
                 - Apache HTTP Server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าเป็น Web Server
                 - MySQL Database คือ โปรแกรมที่ทำหน้าเป็น Database Server
                 - PHP Hypertext Preprocessor คือ โปรแกรมที่ทำหน้าประมวลผลการทำงานของภาษา PHP
                 - phpMyAdmin คือ โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL ผ่านเว็บไซต์
           เมื่อทำการเลือก Package ตามรูปที่ 4 เรียบร้อยแล้ว ให้กด Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งต่อไป
          

                                        รูปที่ 4 เลือก Package Components ที่ต้องการติดตั้ง

       5. กำหนดค่าคอนฟิกของ Apache Web Server มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วน ตามรูปที่ 5 คือ
                 Server Name   คือช่องสำหรับป้อนข้อมูลชื่อ Web Server ของท่านเช่น www.appservnetwork.com
                 Admin Email    คือช่องสำหรับป้อนข้อมูล อีเมล์ผู้ดูแลระบบ เช่น root@appservnetwork.com
                 HTTP Port       คือช่องสำหรับระบุ Port ที่จะเรียกใช้งาน Apache Web Server โดยทั่วไปแล้ว Protocol
                                      HTTP นั้นจะมีค่าหลักคือ 80 หากว่าท่านต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ Port 80 ก็สามารถแก้ไขได้
                                      หากมีการเปลี่ยนแปลง Port การเข้าใช้งาน Web Server แล้ว ทุกครั้งที่เรียกใช้งานเว็บไซต์
                                      จำเป็นที่ต้องระบุหมายเลข Port ด้วย เช่น หากเลือกใช้ Port 99 ในการเข้าเว็บไซต์ทุกครั้งต้องใช้
                                      http://www.appservnetwork.com:99 จึงจะสามารถเข้าใช้งานได้
          

                                        รูปที่ 5 แสดงการกำหนดค่าคอนฟิกค่า Apache Web Server

       6. กำหนดค่าคอนฟิกของ MySQL Database มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วน ตามรูปที่ 6 คือ
                 Root Password        คือช่องสำหรับป้อน รหัสผ่านการเข้าใช้งานฐานข้อมูลของ Root หรือผู้ดูแลระบบ
                                             ทุกครั้งที่เข้าใช้งานฐานข้อมูลในลักษณะที่เป็นผู้ดูแลระบบ ให้ระบุ user คือ root
                 Character Sets        ใช้ในการกำหนดค่าระบบภาษาที่ใช้ในการจัดเก็บฐานข้อมูล, เรียงลำดับฐานข้อมูล,
                                             Import ฐานข้อมูล, Export ฐานข้อมูล, ติดต่อฐานข้อมูล
                 Old Password          หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน PHP กับ MySQL API เวอร์ชั่นเก่า
                                             โดยเจอ Error Client does not support authentication protocol requested by server;                                                              consider upgrading MySQL client
                                             
ให้เลือกในส่วนของ Old Password เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้
                 Enable InnoDB        หากท่านต้องการใช้งานฐานข้อมูลในรูปแบบ InnoDB ให้เลือกในส่วนนี้ด้วย

          

                                        รูปที่ 6 แสดงการกำหนดค่าคอนฟิกของ MySQL Database

       7. สิ้นสุดขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม AppServ สำหรับขั้นตอนสุดท้ายนี้จะมีให้เลือกว่าต้องการสั่งให้มีการรัน Apache และ MySQL
           ทันทีหรือไม่ จากนั้นกดปุ่ม Finish เพื่อเสร็จสิ้นการติดตั้งโปรแกรม AppServ

          

                                       รูปที่ 7 แสดงหน้าจอขั้นตอนสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม AppServ
ข้อมูล PhpMyAdmin
 phpMyAdmin เป็นเครื่องมือสำหรับใช้จัดการฐานข้อมูล MySQL ซึ่งฐานข้อมูลหากเราพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ระบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ข้อมูลของเรามีความพร้อมสามารถนำมาใช้งานได้ทันที  สำหรับความรู้เรื่องฐานข้อมูลนั้น ครูกนนจะได้นำเสนอในความรู้เรื่อง  "ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการจัดการฐานข้อมูล"  ซึ่งจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป
      จากที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้จัดการฐานข้อมูล MySQL ที่ต้องใช้ phpMyAdmin ก็เพราะว่าในการจัดการกับฐานข้อมูล MySQL นั้นหากเราไม่มีเครื่องมือจัดการแล้วเราต้องใช้วิธีพิมพ์คำสั่ง MySQL เองตั้งแต่การสร้างตารางข้อมูล  การเพิ่ม  การลบ  การอัพเดท  ข้อมูลต่างๆ  ซึ่งคงเป็นเรื่องยากที่เราจะมานั่งจำคำสั่งต่างๆของ MySQL
      phpMyAdmin มีวิธีการใช้งานที่ง่ายๆ และได้ถูกติดตั้งพร้อมกับ Appserv แล้วเราเพียงแค่คลิกเข้าไปใช้งานก็เท่านั้นเอง ในบทความนี้จะนำเสนอวิธีสร้างฐานข้อมูลด้วย phpMyAdmin ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ครับ

1. ให้เราเปิด Browser เช่น IE  Chrome  Firefox  ขึ้นมาแล้วพิมพ์ 127.0.0.1 ที่ช่อง URL
    จากนั้นให้เคลิกที่ข้อความ  phpMyAdmin  Database MANAGER... ตามภาพด้านล่าง
    ที่มีลูกศรชี้อยู่ 
    phpMyAdmin-1

2. ก็จะมีหน้าต่างให้ใส่ ชื่อผู้ใช้ และ รหัสผ่าน ปรากฏขึ้นมา    ในช่อง ชื่อผู้ใช้ ให้ใส่คำว่า root
    ในช่อง รหัสผ่าน ให้ใส่รหัสผ่านที่เราสร้างไว้เมื่อตอนติดตั้ง Appserv 
    phpMyAdmin-3

4. ถ้าใส่ ชื่อผู้ใช้ หรือ รหัสผ่าน ไม่ถูกต้องก็จะปรากฏหน้าต่างคล้ายภาพด้านล่าง
    phpMyAdmin-4

5. หากภาพในข้อ 4 ปรากฏขึ้นมาก็ไม่ต้องตกใจครับให้คลิกปุ่ม back เพื่อย้อนกลับไปเริ่มต้นทำข้อ 1 ใหม่ได้อีกครั้ง
    phpMyAdmin-5

6. หากเข้าสู่ระบบได้ก็จะมีหน้าต่างคล้ายภาพด้านล่างปรากฏขึ้นมาครับ
    phpMyAdmin-6

7. ให้เรารู้จักปุ่ม
    หมายเลข 1 คือ ปุ่ม Home มีไว้สำหรับคลิกกลับมาที่หน้าแรกของ phpMyAdmin
    หมายเลข 2 คือ ปุ่ม Exit มีไว้สำหรับคลิกออกจาก phpMyAdmin
    phpMyAdmin-7

8. ในช่องฐานข้อมูลหากเราคลิกเข้าไปดูก็จะเห็นฐานข้อมูลที่ phpMyAdmin สร้างไว้ให้บ้างแล้ว
    สำหรับท่านที่ติดตั้ง Appserv ครั้งแรก อาจจะมีชื่อฐานข้อมูลไม่เหมือนตัวอย่างก็ไม่ต้องกังวลครับ
    เพราะภาพตัวอย่าง ผมได้สร้างฐานข้อมูลไว้บ้างแล้ว
    phpMyAdmin-8

9. ให้ท่านดูที่ด้านขวาของ phpMyAdmin ท่านจะเห็นคล้ายภาพตัวอย่างมีสิ่งที่เราต้องทำความรู้จัก
    สำหรับการสร้างฐานข้อมูลใหม่ดังนี้ครับ
    หมายเลข 1 คือ ช่องสำหรับใส่ชื่อฐานข้อมูลที่เราจะสร้าง ในที่นี้ผมจะสร้างฐานข้อมูลชื่อ myDataBase
                              ผมก็พิมพ์ชื่อฐานข้อมูลลงไปในช่องที่ 1
    หมายเลข 2 คือ ช่องสำหรับเปลี่ยนรหัสอักขระ ให้คลิกเลือกเป็น utf8_unicode_ci ครับ
    หมายเลข 3 คือ ปุ่ม สร้าง เมื่อเราทำข้อ 1,2 เสร็จแล้วก็คลิกปุ่ม สร้าง
    phpMyAdmin-9

10. เราก็จะเห็นชื่อฐานข้อมูลที่สร้างปรากฏด้านซ้ายมือครับ
       myDataBase(0)  หมายความว่า  ฐานข้อมูลชื่อ myDataBase มีตารางข้อมูลอยู่ 0 ตาราง
      phpMyAdmin-10

11. นี่เลยครับสุดยอดของ phpMyAdmin ที่ผมชอบล่ะครับ ให้ทุกท่านดูตรงบรรทัด คำค้น SQL
      ท่านจะเห็นว่าด้านล่างมีคำสั่ง MySQL สำหรับใช้สร้างฐานข้อมูลครับ ที่ชอบก็เพราะว่า
      เราสามารถมาเรียนรู้คำสั่ง MySQL แบบที่เรียกว่า Command Line ได้จาก phpMyAdmin ครับ
      นั่นคือเราทำอะไรก็ให้เราจำคำสั่ง MySQL ที่เราทำลงไปให้ดีๆ แล้วสามารถนำไปใช้ในการ
      เขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่มีการติดต่อกับฐานข้อมูล MySQL ได้อย่างสบายๆ
      เลยล่ะครับ
      phpMyAdmin-11

การกำหนด Field

คุณสมบัติฟิลด์

เมื่อมีการกำหนดฟิลด์แล้วต้องมีการกำหนดคุณสมบัติเพื่อการใช้งานตามวัตถุประสงค์

ขนาดฟิลด์ (Field Size)

การกำหนดขนาดฟิลด์ของข้อมูลประเภท Text และ Number ทำได้โดยการกำหนดค่าคุณสมบัติ Field size ค่ากำหนดขึ้นมาจะช่วยควบคุมไม่ให้มีการใส่ค่าที่ใหญ่กว่ากำหนด

ข้อมูลประเภท Text

การกำหนดจำนวนอักษรในฟิลด์จะเป็นการระบุจำนวนค่าสูงสุดที่เก็บไว้ในฟิลด์ได้ เช่น กำหนดขนาดฟิลด์ ได้ 6 ตัวอักษร สำหรับเก็บรหัส 6 ตัวอักษร จะทำให้ป้องกันอุบัติเหตุในการป้อนค่ามากกว่า 6 ตัวอักษรลงในฟิลด์
ขนาดของฟิลด์กำหนดได้ตั้งแต่ 1 ถึง 255 ตัวอักษร แต่ Access จะมีค่าเริ่มที่ 50 ตัวอักษร
ถ้ามีการแก้ไขด้วยการลดขนาดฟิลด์ลง เช่น 100 ตัวอักษรเหลือ 50 ตัวอักษร Access จะตัดตัวอักษรด้านขวาออกไปให้เหลือเท่ากับจำนวนตัวอักษรที่มีการเปลี่ยนแปลง

ข้อมูลประเภท Number

การกำหนดขนาดฟิลด์ของข้อมูลประเภท Number จะเป็นกำหนดช่วงของค่าที่สามารถเก็บในฟิลด์ได้ และ เก็บค่าที่เป็นทศนิยม Access จะกำหนดค่าเริ่มต้นเป็น Long integer แต่สามารถเปลี่ยนค่าเริ่มต้นได้ที่ Option (ตัวเลือก) ในเมนู Tools (เครื่องมือ)
ค่าของฟิลด์ช่วงข้อมูลทศนิยมขนาดการเก็บ
Byte0 ถึง 255ไม่มี1 ไบต์
Integer- 32 , 768 57 ถึง 32 , 167ไม่มี2 ไบต์
Long integer- 2 , 147 , 483 , 648 ถึง 2,147,483,647ไม่มี4 ไบต์
Single- 3.4 x 10^38 ถึง 3.4 x 10^3874 ไบต์
Double-1.1797 x 10^308 ถึง 1.797 x 10^308158 ไบต์
ในการกำหนดขนาดของฟิลด์ จะเป็นการดีถ้ากำหนดให้ฟิลด์มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะจะทำให้ ทำงานได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าเป็นเลขจำนวนจริงขนาดเล็กอาจจะเลือก Byte ส่วนฟิลด์ที่ต้องเก็บค่าค่อนข้างมาก ให้กำหนดด้วย Integer หรือ Long Integer
การเก็บค่าที่มีทศนิยมสามารถกำหนดเป็น Single หรือ Double ส่วนค่าทางด้านการเงินควรเลือกข้อมูล ประเภท Currency ไม่ควรเป็นประเภท Number
ในการเปลี่ยนแปลงกำหนดฟิลด์ ถ้าเปลี่ยนจาก Single หรือ Double เป็น Byte integer หรือ Long integer นั้น Access จะทำการปัดทศนิยมโดยอัตโนมัติ
ถ้าการเปลี่ยนค่าขนาดฟิลด์เล็กลง และค่าที่มีอยู่มีค่าใหญ่กว่าค่าที่กำหนดใหม่ จะมีการแทนค่าเหล่านี้ ด้วยค่าว่าง ( Null value )

หน่วยรับข้อมูล

1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)

หน่วยรับข้อมูล คือ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลรับข้อมูลหรือคำสั่ง จากผู้ใช้เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ เป็นต้น โดยจะแปลงข้อมูลหรือคำสั่งนั้นให้อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ นำมาจัดเก็บที่หน่วยความจำหลัก และใช้ประมวลผลได้ อุปกรณ์หน่วยรับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีดังนี้

1.1 แป้นพิมพ์ (keyboard)

เป็นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ต้องมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะรับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัสเพื่อส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลจะมีจำนวนตั้งแต่ 50 แป้นขึ้นไป แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่มีแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทำให้การป้อนข้อมูลตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น การวางตำแหน่งแป้นอักขระ จะเป็นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่องพิมพ์ดีด ที่มีการใช้แป้นยกแคร่ (shift) เพื่อทำให้สามารถใช้พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้นพิมพ์ แผงแป้นอักขระจะส่งรหัสขนาด 7 หรือ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์

เมื่อนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งานพิมพ์ภาษาไทยจึงต้องมีการดัดแปลงแผงแป้นอักขระให้สามารถใช้งานได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย กลุ่มแป้นที่ใช้พิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยจะเป็นกลุ่มแป้นเดียวกับภาษาอังกฤษ แต่จะใช้แป้นพิเศษแป้นหนึ่งทำหน้าที่สลับเปลี่ยนการพิมพ์ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษภายใต้การควบคุมของซอฟต์แวร์อีกชั้นหนึ่ง

แผงแป้นอักขระสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตระกูลไอบีเอ็มที่ผลิตออามารุ่นแรก ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จะเป็นแป้นรวมทั้งหมด 83 แป้น ซึ่งเรียกว่า แผงแป้นอักขระพีซีเอ็กซ์ที ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 บริษัทไอบีเอ็มได้ปรับปรุงแผงแป้นอักขระ กำหนดสัญญาณทางไฟฟ้าของแป้นขึ้นใหม่ จัดตำแหน่งและขนาดแป้นให้เหมาะสมดียิ่งขึ้น โดยมีจำนวนแป้นรวม 84 แป้น เรียกว่า แผงแป้นอักขระพีซีเอที และในเวลาต่อมาก็ได้ปรับปรุงแผงแป้นอักขระขึ้นพร้อม ๆ กับการออกเครื่องรุ่น PS/2 โดยใช้สัญญาณทางไฟฟ้า เช่นเดียวกับแผงแป้นอักขระรุ่นเอทีเดิม และเพิ่มจำนวนแป้นอีก 17 แป้น รวมเป็น 101 แป้น

การเลือกซื้อแผงแป้นอักขระควรพิจารณารุ่นใหม่ที่เป็นมาตรฐานและสามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ สำหรับเครื่องขนาดกระเป๋าหิ้วไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊ค ขนาดของแผงแป้นอักขระยังไม่มีการกำหนดมาตรฐาน เพราะผู้ผลิตต้องการพัฒนาให้เครื่องมีขนาดเล็กลงโดยลดจำนวนแป้นลง แล้วใช้แป้นหลายแป้นพร้อมกันเพื่อทำงานได้เหมือนแป้นเดียว

ชนิดของแป้นพิมพ์

1. แป้นพิมพ์ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ (ergonomic keyboard) เป็นแป้นพิมพ์ที่ออกแบบการจัดวางปุ่มกดตามสรีระของมือ เพื่อช่วยลดอาการเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณข้อมือ ที่เกิดจากการพิมพ์งานเป็นเวลานาน ๆ รวมทั้งมีปุ่มสำหรับเลือกฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วน เช่น ปุ่มควบคุมระบบมัลติมีเดีย ไม่วจะเป็นการฟังเพลง การเล่นไฟล์วีดิโอต่าง ๆ สามารถทำได้อย่างสะดวก เป็นต้น

แป้นพิมพ์มาตรฐาน 

2. แป้นพิมพ์ไร้สาย (cordless keyboard) เป็นแป้นพิมพ์ที่สามารถส่งผ่านข้อมูลโดยเทคโนโลยีไร้สาย และทำงานโดยใช้พลังงานแบตเตอรี่ ทำให้เกิดความสะดวกในการเคลื่อนย้าย

แป้นพิมพ์ไร้สาย 

3. แป้นพิมพ์พกพา (portable keyboard) เป็นแป้นพิมพ์ที่ออกแบบสำหรับเรื่องพีดีเอ เนื่องจากการพิมพ์ข้อมูลลงบนแป้นพิมพ์ของเครื่องพีดีเอนั้นไม่สะดวก เพราะมีแป้นพิมพ์ที่มีขนาดเล็ก จึงมีการสร้างแป้นพิมพ์ที่เหมาะสมกับเครื่องพีดีเอ ซึ่งสามารถพกพาไปยังที่ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

 แป้นพิมพ์แบบพกพา 

4. แป้นพิมพ์เสมือน เป็นแป้นพิมพ์ที่ออกแบบสำหรับใช้ร่วมกับเครื่องพีดีเอเช่นเดียวกันกับแป้นพิมพ์พกพา แต่ต่างกันตรงที่มีการจำลองภาพให้เป็นเสมือนแป้นพิมพ์จริง โดยอาศัยการทำงานของแสงเลเซอร์ยิงลงไปบนโต๊ะหรืออุปกรณ์รองรับสัญญาณที่เป็นพื้นผิวเรียบ เมื่อต้องการใช้งานสามารถพิมพ์หรือป้อนข้อมูลที่เห็นเป็นภาพเหมือนแผงแป้นพิมพ์นั้นเข้าไปได้เลย ตัวรับแสงในอุปกรณ์จะตรวจจับได้เองว่าผู้ใช้วางนิ้วไหนไปกดตรงตัวอักษรใด และป้อนข้อมูลตัวอักษรลงในเครื่องได้

แป้นพิมพ์เสมือน


การเลือกซื้อแป้นพิมพ์

1. ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน ดังนี้

พิมพ์งานจำนวนมากและใช้เป็นเวลานาน ->> แป้นพิมพ์ที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์

เคลื่อนย้ายแป้นพิมพ์บ่อย ->>                     แป้นพิมพ์ไร้สาย

เล่นเกม  ->>    แป้นพิมพ์ที่มีความทนทาน รองรับการกระแทกได้


เครื่องพีดีเอที่ต้องการพิมพ์งานได้สะดวกรวดเร็ว ->> แป้นพิมพ์พกพาและแป้นพิมพ์เสมือน


2. ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่มีปุ่มกดไม่แข็งเกินไป

3. ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่มีการรับประกัน

การดูแลรักษาแป้นพิมพ์

1. ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ โดยใช้สำลีพันก้านชุดแอลกอฮอล์ นำมาเช็ดคราบสกปรกบนแป้นพิมพ์

2. อย่างทำน้ำหยดใส่แป้นพิมพ์ เนื่องจากแป้นพิมพ์มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายใน อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรเสียหายได้



1.2 เมาส์ (Mouse)

                                                                เมาส์ชนิดต่าง ๆ 

Mouse จัดเป็น Input Device ประเภทหนึ่งซึ่งข้อมูลที่ป้อน เข้าไป จะเป็นตำแหน่งและการ กด Mouse Mouse มีอยู่ด้วยกัน หลายประเภท ได้แก่

• Mouse แบบปกติที่พบเห็นทั่วไปอาจจะมี 2 ปุ่ม หรือ 3 ปุ่ม

เมาส์แบบมาตรฐานทั่วไป 

• Mouse แบบไร้สาย (Wireless) ซึ่งจะใช้ สัญญาณวิทยุโดย Mouse เป็นตัวส่งสัญญาณ และมีตัวรับสัญญาณ ที่ต่อกับเครื่องคอม

เมาส์แบบไร้สาย 

• Mouse แสง (Optical Mouse) เป็น Mouse ที่ไม่มีลูกกลิ้งที่ฐาน Mouse โดยใช้การอ่านค่าจากการ สะท้อนของแสงที่สัมผัสกับพื้นผิว

เมาส์แสง 

• Scroll Mouse เป็น Mouse ที่มี Scroll ไว้เพื่อใช้เลื่อน Scroll Bar ในโปรแกรม
ประยุกต์ต่าง ๆ เช่น Internet Explorer นอกจาก Mouse แล้วยังมีอุปกรณ์อีก ประเภทที่เรียกว่า Track Ball ซึ่งจะมีลักษณะคล้าย Mouse แต่ จะมี Ball อยู่ด้านบนแทนที่จะอยู่ด้านล่าง และเลื่อน Pointer โดยการ ใช้ นิ้วมือกลิ้งไปบน Ball

Scroll Mouse 


            เมาส์ คือ อุปกรณ์นำเข้าข้อมูลที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้งานง่ายและสะดวกกว่าแป้นพิมพ์มาก เนื่องจากไม่จ้องจดจำคำสั่งสำหรับป้อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ มีรูปร่างโค้งๆ งอๆ เหมือนก้อนสบู่ กลไกภายในจะมีลูกกลิ้งกลมสำหรับหมุนใช้กำหนดตำแหน่ง เพื่อเลือกคำสั่งหรือวาดลายเส้นบนจอภาพ ตำแหน่งจุดตัด X และ Y จากเครื่องมือนี้จะสัมพันธ์กับจุดตัดXและYบนจอภาพทำให้สามารถกำหนดคำสั่งหรือตำแหน่งลายเส้นตามเงื่อนไขในโปรแกรมได้สะดวก

เมาส์สามารถแบ่งออกตามโครงสร้างและรูปแบบการใช้งานได้ 3 แบบ คือ

1. เมาส์แบบลูกกลิ้งชนิดตัวเมาส์เคลื่อนที่ (BallMouse) อาศัยกำหนดจุดXและYโดยกลิ้งลูกยางทรงกลมไปบนพื้นเรียบ(นิยมใช้แผ่นยางรอง เพื่อป้องกันการลื่น)เมาส์แบบลูกกลิ้งชนิดตัวเมาส์อยู่กับที่(TrackBall)อาศัยลูกยางทรงกลมที่ถูกกลิ้งโดยนิ้วมือผู้ใช้ เพื่อกำหนดจุดตัด X และ Y

2. เมาส์ไร้สายโดยทั่วไปมักใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กหรือในบริเวณที่มีเนื้อที่จำกัด ซึ่งไม่สะดวกที่จะใช้เมาส์แบบเคลื่อนที่ เช่น ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค (Notebook Computer) หรือ คอมพิวเตอร์แล็ปทอป (Laptop Computer) เป็นต้น

3. เมาส์แบบแสง (Optical Mouse) มีลักษณะการใช้งานเช่นเดียวกับ Ball Mouse แต่อาศัยแสงแทนลูกกลิ้งในการกำหนดจุดตัด X และ Y โดยแสงจากตัวเมาส์พุ่งลงสู่พื้นแล้วสะท้อนกลับขึ้นสู่ตัวรับแสงบนตัวเมาส์อีกครั้ง (แผ่นรองเป็นแบบสะท้อนแสง)

เมาส์จะมีปุ่มอยู่ด้านบน 2-3 ปุ่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิตว่าจะผลิตออกมา เพื่อรองรับโปรแกรมใดบ้าง เนื่องจากบางโปรแกรมอาจต้องใช้ปุ่มกลางในการใช้งาน แต่โดยทั่วๆ ไปแล้วนิยมใช้แค่ปุ่มซ้ายกับปุ่มขวาเท่านั้น การใช้เมาส์ที่ถูกต้อง ควรจับเมาส์ให้พอเหมาะกับอุ้งมือ นิ้วชี้จะอยู่ที่ปุ่มด้านซ้าย ส่วนนิ้วกลางวางที่ปุ่มขวา อุ้งมือสำหรับบังคับให้เลื่อนเมาส์ไปมาได้สะดวก เมื่อเราเลื่อนเมาส์จะพบตัวชี้เมาส์วิ่งไปมาบนจอภาพ แสดงว่าเมาส์กำลังทำงานอยู่ตามปกติ

การใช้เมาส์มีลักษณะดังนี้

1. คลิก (Click) คือการกดเมาส์ปุ้มซ้ายหนึ่งครั้งจะเสียงดังคลิกขึ้นแล้วปล่อยอย่างรวดเร็วการคลิกมีจุดมุ่งหมายเพื่อเลือกคำสั่งหรือเลือกส่วนต่างๆ ในโปรแกรม

2. ดับเบิลคลิก (Double Click) คือ การกดเมาส์ปุ่มซ้ายติดกัน 2 ครั้งอย่างรวดเร็วใช้เพื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา

3. ลากแล้วปล่อย (Drag and Drop) คือ การเลื่อนตัวชี้เมาส์ไปชี้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของไอคอน หรือคำสั่งที่ต้องการแล้วกดเมาส์ปุ่มซ้ายค้างไว้ จากนั้นเลื่อนเมาส์ไปยังตำแหน่งที่ต้องการแล้วปล่อยเมาส์

4. คลิกเมาส์ปุ่มขวา (Right Click) คือ การคลิกเมาส์ที่ปุ่มขวาหนึ่งครั้ง ใช้เพื่อเปิดเมนูย่อยขึ้นมา นิยมใช้ในการเปิดโปรแกรม Windows

การใช้เมาส์มักจะใช้แผ่นรองเมาส์ซึ่งเป็นฟองน้ำรูปสี่เหลี่ยมเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกไม่ใช้เกาะติดลูกกลิ้งหากลูกกลิ้งสกปรกจะทำให้ฝืดเมาส์เคลื่อนที่ลำบาก การทำความสะอาด สามารถถอดลูกกลิ้งออกมาทำความสะอาดได้ และควรทำบ่อยๆ เพื่อไม่ให้สกปรกมากเกินไป

นอกจากเมาส์แล้วยังมีอุปกรณ์ที่มีการทำงานคล้ายเมาส์ ดังนี้

1. ลูกกลมควบคุม (track ball) เป็นอุปกรณ์ที่มีลูกบอลขนาดเล็กวางอยู่ด้านบน ผู้ใช้สามารถบังคับลูกบอลให้หมุนไปมาเพื่อควบคุมตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ นิยมสร้างไว้กับเครื่องโน้ตบุ๊ก เพราะสะดวกต่อการใช้งาน และใช้พื้นที่น้อย

track ball 

            2. แท่งชี้ควบคุม (track point) เป็นแท่งพลาสติกเล็ก ๆ อยู่ตรงกลางแป้นพิมพ์ ผู้ใช้บังคับแท่งชี้ควบคุมโดยใช้นิ้วหัวแม่มือเลื่อน เพื่อเลื่อนตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพได้

                                                         Trackpoint 

            3. แผ่นรองสัมผัส (touch pad) เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมที่วางอยู่หน้าแป้นพิมพ์ของเครื่องโน้ตบุ๊ก ผู้ใช้สามารถใช้นิ้ววาดเพื่อเลื่อนตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพได้

Touchpad 


            4. จอยสติ๊ก (joustick) จะเป็นก้านสำหรับใช้โยกขึ้น-ลง-ซ้าย-ขวา เพื่อย้ายตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ และมีแป้นกดสำหรับสั่งงานพิเศษ นิยมใช้กับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือควบคุมหุ่นยนต์

joystick 



5. จอสัมผัส (touch screen) ผู้ใช้เพียงสัมผัสนิ้วลงบนจอภาพในตำแหน่งที่กำหนดไว้เพื่อเลือกการทำงาน หลักการนี้นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เพื่อช่วยให้ผู้ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่คล่องสามารถเลือกใช้โปรแกรมต้องการได้อย่างรวดเร็ว

Touch screen 


            6. ปากกาแสง (light pen) เป็นอุปกรณ์ที่มีความไวต่อแสง โดยปากกาจะเป็นตัวกำหนดตำแหน่งบนจอภาพ รวมทั้งสามารถใช้วาดลักษณะหรือรูปแบบของข้อมูลให้ปรากฏบนจอภาพ

ปากกาแสง 

การดูแลรักษาเมาส์

1. ควรวางเมาส์บนแผ่นรองเมาส์ทุกครั้งที่ใช้งาน และทำความสะอาดแผ่นรองเมาส์ โดยเช็ดด้วยผ้าแห้งอย่างสม่ำเสมอ

2. ควรทำความสะอาดบริเวณลูกบอลและก้านพลาสติกในตัวเมาส์อย่างสม่ำเสมอ โดยนำลูกบอลมาเช็ดด้วยผ้าแห้ง และใช้สำลีพันก้านไม้ชุบแอลกอฮอล์หมาด ๆ เช็ดที่ก้านพลาสติก

1.3 สแกนเนอร์ (scanner)

สแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้หลักการของการส่องแสงไปยังข้อความ สัญลักษณ์ หรือภาพ ที่ต้องการทำสำเนาภาพ จากนั้นข้อมูลที่ถูกอ่านจะถูกแปลงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า และเก็บเป็นไฟล์ภาพ สแกนเนอร์ มี 3 ประเภท คือ

1) สแกนเนอร์มือถือ เป็นสแกนเนอร์ที่มีขนาดเล็ก สามารถถือและพกพาติดตัวได้สะดวก การใช้สแกนเนอร์มือถือนี้ ผู้ใช้ต้องถือตัวสแกนเนอร์เลื่อนผ่านบนภาพหรือเอกสารต้นฉบับที่ต้องการ

สแกนเนอร์มือถือ 

2) สแกนเนอร์แบบสอดกระดาษ (sheetfed scanner) เป็นสแกนเนอร์ที่ผู้ใช้ต้องสอดภาพหรือเอกสารเข้าไปยังช่องสำหรับอ่านข้อมูล เครื่องชนิดนี้จะเหมาะสำหรับการอ่านเอกสารที่เป็นแผ่น ๆ แต่ไม่สามารถอ่านเอกสารที่เย็บเป็นเล่มได้

สแกนเนอร์แบบสอดกระดาษ 



3) สแกนเนอร์แบบแท่น (flatbed scanner) เป็นสแกนเนอร์ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยการวางกระดาษเอกสารต้นฉบับที่ต้องการไปบนเครื่องสแกนเนอร์ ทำให้ใช้งานได้ง่าย

สแกนเนอร์แบบแท่น 

การดูแลรักษาสแกนเนอร์

1. ควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยนำผ้าสะอาดไม่มีขนชุบน้ำหมาด ๆ มาเช็ดกระจกของเครื่องสแกนเนอร์

2. ปิดเครื่องทุกครั้งหลักการใช้งาน

3. หากกระดาษติด อย่ากระชาก ให้ค่อย ๆ ดึงออก

4. ควรใช้สแกนเนอร์เป็นประจำ เพื่อกระตุ้นการทำงานของเครื่อง


1.4 อุปกรณ์จับภาพ

อุปกรณ์จับภาพ (image capturing devices) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บภาพต้นฉบับในรูปดิจิตอล อุปกรณ์จับภาพมี 2 ชนิด ดังนี้
                   1. กล้องถ่ายภาพดิจิตอล (digital camera) มีรูปร่างและการทำงานคล้ายกล้องถ่ายภาพ แต่ภาพนิ่งที่ได้จากกล้องดิจิตอลจะเป็นไฟล์ในหน่วยความจำของกล้องแทนฟิล์ม ซึ่งผู้ใช้สามารถดูภาพจากกล้องได้ทันที

กล้องถ่ายภาพดิจิตอล 

                   2. กล้องถ่ายวีดิโอดิจิตอล (digital video camera) มีรูปร่างการทำงานคล้ายกล้องวีดิโอ แต่ภาพเคลื่อนไหวที่ได้จากกล้องวีดิโอดิจิตอลจะเป็นไฟล์ในหน่วยความจำของกล้องแทนฟิล์ม นอกจากนี้กล้องถ่ายวีดิโอดิจิตอล ยังสามารถจับภาพนิ่งได้ด้วย

กล้องถ่ายวีดิโอดิจิตอล 

การเลือกซื้ออุปกรณ์จับภาพ

1. ควรเลือกที่มีความละเอียดของภาพที่เหมาะกับการนำไปใช้งาน

2. ควรเลือกซื้อยี่ห้อที่มีศูนย์บริการและมีการรับประกัน



การดูแลรักษาอุปกรณ์จับภาพ

1. ควรทำความสะอาดเลนส์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้มีฝุ่นบริเวณเลนส์ของกล้อง โดยใช้ลูกยางเป่าฝุ่นละอองออกจากหน้าเลนส์ ห้ามใช้ปากเป่าที่หน้าเลนส์โดยตรง และเช็คเลนส์ด้วยกระดาษสำหรับเช็ดเลนส์โดยเฉพาะ หรือใช้ผ้าที่มีเนื้อนุ่ม สะอาดและแห้งแทนก็ได้

2. ควรเก็บกล้องไว้ในที่แห้งและเย็น ปราศจากฝุ่นละออง

3. ควรนำกล้องมาถ่ายภาพเดือนละประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการทำงาน และยืดอายุการใช้งานของกล้อง

1.5 อุปกรณ์รับเสียง

อุปกรณ์รับเสียง (audio-input devices) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลเสียงทั้งเสียงพูด เสียงเพลง และเสียงอื่น ๆ จากนั้นอุปกรณ์จะแปลงสัญญาณเสียงที่มนุษย์เข้าใจให้อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้าที่คอมพิวเตอร์นำไปประมวลผลได้ อุปกรณ์รับเสียงที่นิยมใช้ ได้แก่ ไมโครโฟน

ไมโครโฟนคอมพิวเตอร์ 

การเลือกซื้ออุปกรณ์รับเสียง

1. ควรเลือกซื้อให้เหมาะสมกับการใช้งาน

2. ควรเลือกซื้อยี่ห้อที่มีศูนย์บริการและการรับประกัน



การดูแลรักษาอุปกรณ์รับเสียง

1. ควรใช้ไมโครโฟนตรงตามลักษณะของการใช้งาน

2. ควรวางไมโครโฟนเบาๆ และไม่ควรกระแทกไมโครโฟนกับพื้น

3. ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังการใช้งาน โดยนำผ้าแห้งเช็ดให้สะอาด เพื่อป้องกันฝุ่นละออง และเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อสัปดาห์ละครั้ง

// Copyright © Teerayut Ngamsanga //Anime-Note//Powered by Blogger // Designed by Johanes Djogan //