Newest Post

CREATE สร้างdatabase, table
INSERT ใส่ข้อมูล
UPDATE อัพเดตข้อมูล
SELECT ต้องการจะดูอะไรบ้าง
FROM จากที่ไหน
WHERE เงื่อนไขอย่างไร
COUNT(*) นับจำนวนของฟิลข้อมูล
GROUP BY จัดกลุ่มข้อมูล
ORDER BY เรียงลำดับข้อมูลโดย
JOIN เชื่อมตาราง
DISTINCT ตัดตัวซ้ำ
AS ใช้คำใหม่ให้กระทัดรัดขึ้น
SET กำหนดตัวแปร
CURDATE() วันที่ปัจจุบัน
YEAR() ปี
MONTH() เดือน
DAY() วัน
RIGHT() ตัดคำจากทางขวา
LEFT() ตัดคำจากทางซ้าย
* ทั้งหมด

คำสั่ง SQL

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557
Posted by Unknown
แบบทดสอบ O-net วิชา การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์)

1.ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่นำมาใช้บนอุปกรณ์พกพา
ประเภท  Smartphone.
1.  Ubumtu       2.  Iphone  os
3.  Android       4.  Symbian
เฉลยข้อ  1

2.ไฟล์ประเภทใดในข้อต่อไปนี้เก็บข้อมูลในลักษณะตัวอักษร.
1.  ไฟล์เพลง  MP 3 (mp 3)
2.  ไฟล์รูปประเภท  JPEG (jpeg)
3.  ไฟล์แสดงผลหน้าเว็บ (html)
4.  ไฟล์วีดีโอประเภท  Movie (movie)
เฉลยข้อ  3

3.ลิขสิทธิ์โปรแกรมประเภทรหัสเปิด(Open Source)อนุญาต
ให้ผู้ใช้ทำอะไรได้บ้าง.
ก.  นำโปรแกรมมาใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์
ข.  ทดลองใช้โปรแกรมก่อนถ้าพอใจจึงจ่ายค่าลิขสิทธิ์
ค.  แก้ไขปรับปรุงโปรแกรมเองได้
1.  ข้อ  ก กับ  ข้อ  ค      2.  ข้อ  ข  กับ  ข้อ  ค
3.  ข้อ  ข  อย่างเดียว     4.  ข้อ  ก  อย่างเดียว
เฉลยข้อ  4

4.ระบบกระดานสนทนาหรือเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งมีความต้องการดังนี้
ก.  ต้องให้ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้โต้ตอบกันได้โดยผู้ใช้ต้องแสดง
ตัวตน(ล็อกอิน)เพื่อเข้าระบบก่อน
ข.  ผู้ใช้สามารถตั้งกระทู้หรือเข้าไปตอบกระทู้ที่ตั้งไว้แล้วได้
ค.  ระบบจะบันทึกชื่อผู้ตั้งและผู้ตอบไว้ด้วย
ในการออกแบบฐานข้อมูลดังกล่าวข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง.
1.  ต้องสร้างตารางผู้ใช้ ตารางกระทู้และตารางคำตอบ
2.  ไม่ต้องสร้างตารางผู้ใช้เนื่องจากสามารถบันทึกชื่อผู้ใช้ในตาราง
กระทู้และตารางคำตอบได้เลย
3.  ต้องสร้างตารางผู้ใช้และตารางกระทู้ส่วนคำตอบจะอยู่ในตาราง
กระทู้อยู่แล้ว
4.  ไม่ต้องสร้างตารางกระทู้เพราะสามารถบันทึกกระทู้ที่ผู้ใช้ตั้งใน
ตารางผู้ใช้ได้เลย
เฉลยข้อ  4

5.ข้อใดเป้นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเมื่อค้นคว้า
หาข้อมูลจากอินเทอร์เนตมาทำรายงาน.
1.  คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์
2.  ใช้เนื้อหาจากกระดานสนทนา(Web board)มาใส่ในรายงาน
3.  นำรูปภาพจากเว็บไซต์มาใส่ในรายงาน
4.  อ้างอิงชื่อผู้เขียนบทความ
เฉลยข้อ  4

6.ห้องสมุดแห่งหนึ่งต้องการพัมนาระบบยืมหนังสือโดยสามารถ
บันทึกข้อมูลการยืมหนังสือลงบนบัตรอิเลคโทรนิกส์โดยไม่ต้อง
เขียนด้วยมือระบบนี้ควรใช้เทคโนโลยีในข้อใด.
1.  Smart  Card          2.  Fingerprint
3.  Barcode                 4.  WiFi
เฉลยข้อ  3

7.ผู้ประกอบอาชีพเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์ต้องเชี่ยวชาญความรู้
ด้านใดบ้างจากตัวเลือกต่อไปนี้.
ก.  ฮาร์แวร์คอมพิวเตอร์       ข.  ระบบปฎิบัติการ
ค.  เว็บเซิร์ฟเวอร์                   ง.  HTML
จ.  ระบบฐานข้อมูล                ฉ.  ภาษาจาวา(Java)
1.  ข้อ  ก และ ค                    2.  ข้อ  ข  และ  จ
3.  ข้อ  ค  และ  ง                   4.  ข้อ  ค  และ  ฉ
เฉลยข้อ  3

8.ข้อใดเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อข้อมูลไร้สายทั้งหมด.
1.  Wi-Fi  ,  IP              2.  Wi-Fi  ,Bluetooth
3.  3G  ADSL                4.  3G    Ethernet
เฉลยข้อ  2

9.ข้อใดไม่ใช่ข้อเสียของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์.
1.  การทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์มีความผิดทางอาญา
2.  เป็นช่องทางหนึ่งในการระบาดของไวรัสคอมพิวเตอร์
3.  ผู้ใช้จะไม่ได้รับการบริการจากผู้พัมนาถ้าหากมีปัญหาการใช้งาน
4.  ทำให้ผู้พัมนาซอฟแวร์ไม่มีรายได้เพื่อประกอบการและพัฒนาต่อไปได้
เฉลยข้อ  2

10.ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด.
1.  การบันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดีใช้เทคโนโลยีแบบแม่เหล็ก
2.  หมายเลขไอพีเป็นหมายเลขที่ใช้กำกับ  Network Interce Card
3.  หน่วยความจำสำรองเป็นหน่วยความจำที่มีคุณลักษณะแบบ Volntile
4.  รหัส ACIIและEBCIDICเป็นการวางรหัสตัวอักษรที่ใช้ขนาด  8 บิด
เฉลยข้อ  3 


ที่มา : https://krupaga.wordpress.com/category
     
       ภาษา PHP มีฟังก์ชันมาตรฐานในการแสดงค่า หรือข้อความหลัก ๆ อยู่ 2 ตัวคือ echo() และ print() ความเหมือนกันก็คือเป็นคำสั่งที่ใช้แสดงผลลัพธ์จากโปรแกรมออกมา  ส่วนข้อแตกต่างนั้นมีนิดเดียวตรงที่ ฟังก์ชัน print() จะใช้ในการสร้างข้อความให้กับ Text File ได้ด้วย เพราะฉะนั้นหากต้องการสร้าง Text File ด้วย Code ภาษา PHP ท่านต้องใช้ print()  ส่วนการแสดงผลออกทางหน้าเว็บจะใช้ echo() หรือ print() ก็ได้ ไม่แตกต่างอะไร

คำสั่ง echo()
       หน้าที่

       เป็นคำสั่งที่ใช้ในการแสดงผลออกทางหน้าเว็บ

       รูปแบบคำสั่ง

       แบบที่ 1

               echo"ข้อความที่ต้องการแสดง";

       แบบที่ 2

               echo("ข้อความที่ต้องการแสดง");

       ตัวอย่าง
             
               <?php
               echo"Hello<br>";
               echo("sunday");
               ?>

       ผลลัพธ์
             
                Hello
                sunday

       จะเห็นว่าเราสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ ก็เลือกใช้เอง นอกจากกนี้เรายังสามารถนำ tag  HTML มาใส่ในคำสั่ง PHP ได้ด้วย จากตัวอย่าง จะเห็นว่ามี tag <br> อยู่ด้วย ข้อสังเกตุในการนำ tag หรือคำสั่งของภาษา HTML มาใช้ร่วมกับ ภาษา PHP คือ จะต้องนำคำสั่งของ HTML มาใส่ไว้ในคำสั่ง echo()
     

การนำคำสั่ง HTML มาใช้ในภาษา PHP
       แสดงว่าคำสั่งต่าง ๆ ของ HTML เราจะสามารถใช้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งในการจัดรูปแบบตัวอักษร การขึ้นบรรทัดใหม่ การขึ้นย่อหน้าใหม่ หรือกระทั่งคำสั่งที่ใช้แสดงรูปภาพ หรืออื่น ๆ
ตามตัวอย่างดังคำสั่งต่อไปนี้

คำสั่งที่ 1 แสดงข้อความคำว่า Hello เป็นสีฟ้า              
     
<?php
echo "<font color=\"#0099FF\">Hello </font><br>";
?>

คำสั่งที่ 2 แสดงข้อความคำว่า Hello ขนาดตัวอักษร = 3

<?php
echo "<font size=3>Hello </font><br>";
?>

คำสั่งที่ 3 แสดงข้อความคำว่า Hello ให้เป็นตัวหนา

<?php
echo "<b>Hello </b><br>";
?>

ข้อสังเกตุ
1. จะสังเกตุเห็นว่าจาก Code คำสั่งที่ 1 ก็คือ ภายในคำสั่ง echo หากมีเครื่องหมายคำพูดอยู่ข้างใน Code คำสั่งนี้จะ error ทันที
2.  วิธีแก้ก็คือให้ใส่เครื่องหมาย \ ไว้ข้างหน้าเครื่องหมายคำพูดนั่นก็คือ
       echo "<font color=\"#0099FF\">Hello </font><br>";
3.  ดังนั้นจำไว้ให้ดีว่า ถ้านำคำสั่ง HTML มาใส่ในภาษา PHP ถ้าคำสั่งนั้นมีเครื่องหมายคำพูดอยู่ให้ใช้เครื่องหมาย \ ไว้ข้างหน้าเครื่องหมายคำพูดนั้น ๆ

ฟังก์ชัน echo

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557
Posted by Unknown

ฟังก์ชันคือ โปรแกรมย่อยที่สามารถประมวลผล และ คืนผลลัพธ์จาการประมวลผลนัน้ สู่

โปรแกรมหลักได้ ซึ่งจำเป็นในการเขียนโปรแกรมเพื่อช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น
 

โดยฟังก์ชันของ PHP มี 2 ส่วน คือ
  1. ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึน้ มาเอง
  2. ฟังก์ชันที่มากับ PHP (สามารถเรียกใช้งานได้ทันที)
• ชื่อของคลาสและฟังก์ชันที่ผู้ใช้ทำการกำหนดเอง ตลอดจน constructs และ keywords ต่าง ๆ
เช่น echo, while, class เป็นต้น มีคุณสมบัติเป็นแบบ case-insensitive ตัวอย่างเช่น echo,
ECHO, EcHo
 

• แต่ในทางกลับกัน ชื่อตัวแปรต่าง ๆ นัน้ PHP จะมองเป็น case-sensitive ตัวอย่างเช่น $name,
$NAME และ $NaMe


ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง
ผู้ใช้สามารถสร้างฟังก์ชันขึน้ มาใหม่ ทำได้โดยง่าย โดยอาศัยโครงสร้างพืน้ ฐาน
ตัวแปร ค่าคงที่ โอเปอเรเตอร์ และการควบคุมโปรแกรมที่กล่าวมาแล้ว มาใช้ใน
การสร้างฟังก์ชัน สำหรับฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึน้ มาเอง แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ
- ฟังก์ชันที่ไม่มีการส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน
- ฟังก์ชันที่มีการส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน


ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง - ไม่มีการส่งระหว่างฟังก์ชัน
ฟังก์ชันแบบนีผ้ ู้ใช้จะต้องกำหนดชื่อและขัน้ ตอนการทำงานของฟังก์ชันไว้ที่ต้น
ของโปรแกรมก่อน หลังจากนัน้ สามารถเรียกใช้งานได้ทันที รูปแบบการสร้าง
ฟังก์ชันมีดังนี้
function functionName(){
instructions;
}
functionName(); //เรียกใช้งาน


ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง - ตัวอย่างฟังก์ชันที่ไม่มีการส่งระหว่างฟังก์ชัน
File: lab4-1.php
<?php
function Contact(){
echo “ติดต่อเรา 08-12345678”;
}
Contact();
?>
ผลลัพธ์ ติดต่อเรา 08-12345678


ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง - มีการส่งค่าระหว่างฟังก์ชัน
ฟังก์ชันแบบนีจ้ ะมีการรับค่าเพื่อนำไปคำนวณภายในฟังก์ชันจนได้ผลลัพธ์ที่
ต้องการออกมา ภายในฟังก์ชันเป็นการใช้โครงสร้าง ตัวแปร โอเปอเรเตอร์ อื่นๆ
รูปแบบการกำหนดฟังก์ชันจะเป็นดังนี้
function functionName(parameter){
return (instructions);
}
functionName(parameterValue); //เรียกใช้งาน


ฟังก์ชันที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง - ตัวอย่างฟังก์ชันที่มีการส่งระหว่างฟังก์ชัน
File: lab4-2.php
<html><body>
<?php
echo"จะแทรกไว้ส่วนบนของ Function ก็ได้ <br>";
echo circle_area(5);
function circle_area($radius){
return M_PI*$radius*$radius;
}
?>
<br><br>หรือจะแทรกไว้ส่วนล่างของ Function ก็ได้<br>
<?php echo circle_area(5); ?>
</body></html>
 

การใช้ Static ใน Function

File: lab4-4.php
<?php
function MyFunc() {
static $num_func_calls = 0;
echo "num_func_calls = $num_func_calls<br>";
return ++$num_func_calls;
}
MyFunc();
MyFunc();
MyFunc();
?>

การผ่านค่าตัวแปลแบบ Reference ใน Function
File: lab4-5.php
<?php
function swap(&$a, &$b) {
$t = $a;
$a = $b;
$b = $t;
}
$x=10;
$y=3;
echo "x=" . $x . ", y=" . $y . "<br>";
swap($x,$y);
echo "x=" . $x . ", y=" . $y . "<br>";
?>

การนำค่านอก Function มาใช้โดยใช้คำสั่ง global
File: lab4-6.php
<?php
$z = 20;
function MyFunc() {
echo $z . "<br>";
$z = 50;
echo $z . "<br>";
global $z;
echo $z . "<br>";
}
MyFunc();
?>

การกำหนด Primary key

Key เป็นข้อกำหนดคุณสมบัติของคอลัมน์ใน Table ซึ่งทำหน้าที่เป็น index เพื่อเพิ่มความเร็ว
ในการค้นหาข้อมูล และใช้กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง Table
Primary key สร้างจากคอลัมน์ (หรือประกอบด้วยหลายคอลัมน์) ที่มีค่าของคอลัมน์ในทุก
แถวข้อมูลมีค่าไม่ซ้ำกัน เป็นการควบคุมค่าที่เก็บในคอลัมน์ และใช้ในการเชื่อมโยงกับ Table 
อื่น ในแต่ละ Table กำหนด primary key ได้ 1 key
Foreign key เป็นคอลัมน์ใน Table ที่ primary key อยู่ที่ Table อื่น หมายถึงว่า ค่าของ
คอลัมน์ทั้งหมดใน Table ต้องมีค่าสอดคล้องกับค่าของคอลัมน์ที่เป็น primary key ของ 
Table ที่สัมพันธ์กัน
Index สามารถกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการเพิ่มความเร็วในการค้นหาข้อมูล การเรียงลำดับ
ข้อมูล แต่ควรสร้างตามความจำเป็น เนื่องจากถ้ามีคอลัมน์ที่เป็น Index มากจะทำให้การทำงานช้าลง


การกำหนด primary key

ตัวอย่าง

CREATE TABLE employee
(employee_id (10),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20),
CONSTRAINT employee_primary_key PRIMARY KEY (employee_id));
หรือ
CREATE TABLE employee
(employee_id (10)NOT NULL
CONSTRAINT employee_primary_key PRIMARY KEY (employee_id),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20));

การกำหนด foreign key

ตัวอย่าง

CREATE TABLE employee
(employee_id (10),
first varchar(15),
last varchar(20),
age number(3),
address varchar(30),
city varchar(20),
state varchar(20),
CONSTRAINT employee_foreign_key PRIMARY KEY (state));


การกำหนด Primary key

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
Posted by Unknown


1. เปิดเบราเซอร์เข้าลิ้งค์ http://localhos
http://htmlthai.com/pic/new-db/1.png



2. คลิกที่ phpMyAdmin หรือเข้าที่ลิ้งค์ http://localhost/phpmyadmin
http://htmlthai.com/pic/new-db/2.png


3.- ชื่อผู้ใช้งาน ใส่ root
   - รหัสผ่าน อันเดียวกับตอนที่ติดตั้ง appserv

http://htmlthai.com/pic/new-db/3.png


4. ใส่ชื่อของฐานข้อมูลที่ต้องการ และคลิก สร้าง

http://htmlthai.com/pic/new-db/4.png

5. ฐานข้อมูลถูกสร้างแล้ว

การสร้างฐานข้อมูลใน AppServ

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
Posted by Unknown
การติดตั้ง AppServ

เตรียมโปรแกรมเพื่อติดตั้ง       ดาวน์โหลดโปรแกรม AppServ จากเว็บไซต์ http://www.appservnetwork.com โดยเลือกเวอร์ชั่นที่ต้องการติดตั้งระหว่างเวอร์ชั่น 2.4.x และ 2.5.x
โดยความแตกต่างของ 2 เวอร์ชั่นนี้คือ
          2.4.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ที่มีความเสถียรเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงของระบบ
                  โดยไม่ได้มุ่งเน้นที่จะใช้ฟังก์ชั่นใหม่
          2.5.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ใหม่ๆ นำมาใช้งานโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการระบบใหม่ๆ
                  หรือต้องการทดสอบ ทดลองใช้งานฟังก์ชั่นใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้ความเสถียรของระบบได้ 100%
                  เนื่องจากว่า Package จากนักพัฒนานั้น ยังอยู่ในช่วงของขั้นทดสอบ ทดลองเพื่อหาข้อผิดพลาดอยู่

ขั้นตอนการติดตั้ง AppServ

       1. ดับเบิ้ลคลิกไฟล์ appserv-win32-x.x.x.exe เพื่อทำการติดตั้ง จะปรากฏหน้าจอตามรูปที่ 1

          

                                             รูปที่ 1 ขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม AppServ

       2. เข้าสู่ขั้นตอนเงื่อนไขการใช้งานโปรแกรม โดยโปรแกรม AppServ ได้แจกจ่ายในรูปแบบ GNU License หากผู้ติดตั้ง
           อ่านเงื่อนไขต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว หากยอมรับเงื่อนไขให้กด Next เพื่อเข้าสู่การติดตั้งในขั้นต่อไป แต่หากว่าไม่ยอมรับเงื่อนไข
           ให้กด Cancel เพื่อออกจากการติดตั้งโปรแกรม AppServ ดังรูปตัวอย่างที่ 2
          

                                           รูปที่ 2 แสดงรายละเอียดเงื่อนไขการ GNU License

       3. เข้าสู่ขั้นตอนการเลือกปลายทางที่ต้องการติดตั้ง โดยค่าเริ่มต้นปลายทางที่ติดตั้งจะเป็น C:AppServ
           หากต้องการเปลี่ยนปลายทางที่ติดตั้ง ให้กด Browse แล้วเลือกปลายทางที่ต้องการ ตามรูปที่ 3 เมื่อเลือกปลายทางเสร็จสิ้น
           ให้กดปุ่ม Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งขั้นต่อไป
          

                                             รูปที่ 3 เลือกปลายทางการติดตั้งโปรแกรม AppServ

       4. เลือก Package Components ที่ต้องการติดตั้ง โดยค่าเริ่มต้นนั้นจะให้เลือกลงทุก Package แต่หากว่าผู้ใช้งาน
           ต้องการเลือกลงเฉพาะบาง Package ก็สามารถเลือกตามข้อที่ต้องการออก โดยรายละเอียดแต่ละ Package มีดังนี้
                 - Apache HTTP Server คือ โปรแกรมที่ทำหน้าเป็น Web Server
                 - MySQL Database คือ โปรแกรมที่ทำหน้าเป็น Database Server
                 - PHP Hypertext Preprocessor คือ โปรแกรมที่ทำหน้าประมวลผลการทำงานของภาษา PHP
                 - phpMyAdmin คือ โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการฐานข้อมูล MySQL ผ่านเว็บไซต์
           เมื่อทำการเลือก Package ตามรูปที่ 4 เรียบร้อยแล้ว ให้กด Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้งต่อไป
          

                                        รูปที่ 4 เลือก Package Components ที่ต้องการติดตั้ง

       5. กำหนดค่าคอนฟิกของ Apache Web Server มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วน ตามรูปที่ 5 คือ
                 Server Name   คือช่องสำหรับป้อนข้อมูลชื่อ Web Server ของท่านเช่น www.appservnetwork.com
                 Admin Email    คือช่องสำหรับป้อนข้อมูล อีเมล์ผู้ดูแลระบบ เช่น root@appservnetwork.com
                 HTTP Port       คือช่องสำหรับระบุ Port ที่จะเรียกใช้งาน Apache Web Server โดยทั่วไปแล้ว Protocol
                                      HTTP นั้นจะมีค่าหลักคือ 80 หากว่าท่านต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ Port 80 ก็สามารถแก้ไขได้
                                      หากมีการเปลี่ยนแปลง Port การเข้าใช้งาน Web Server แล้ว ทุกครั้งที่เรียกใช้งานเว็บไซต์
                                      จำเป็นที่ต้องระบุหมายเลข Port ด้วย เช่น หากเลือกใช้ Port 99 ในการเข้าเว็บไซต์ทุกครั้งต้องใช้
                                      http://www.appservnetwork.com:99 จึงจะสามารถเข้าใช้งานได้
          

                                        รูปที่ 5 แสดงการกำหนดค่าคอนฟิกค่า Apache Web Server

       6. กำหนดค่าคอนฟิกของ MySQL Database มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วน ตามรูปที่ 6 คือ
                 Root Password        คือช่องสำหรับป้อน รหัสผ่านการเข้าใช้งานฐานข้อมูลของ Root หรือผู้ดูแลระบบ
                                             ทุกครั้งที่เข้าใช้งานฐานข้อมูลในลักษณะที่เป็นผู้ดูแลระบบ ให้ระบุ user คือ root
                 Character Sets        ใช้ในการกำหนดค่าระบบภาษาที่ใช้ในการจัดเก็บฐานข้อมูล, เรียงลำดับฐานข้อมูล,
                                             Import ฐานข้อมูล, Export ฐานข้อมูล, ติดต่อฐานข้อมูล
                 Old Password          หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน PHP กับ MySQL API เวอร์ชั่นเก่า
                                             โดยเจอ Error Client does not support authentication protocol requested by server;                                                              consider upgrading MySQL client
                                             
ให้เลือกในส่วนของ Old Password เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้
                 Enable InnoDB        หากท่านต้องการใช้งานฐานข้อมูลในรูปแบบ InnoDB ให้เลือกในส่วนนี้ด้วย

          

                                        รูปที่ 6 แสดงการกำหนดค่าคอนฟิกของ MySQL Database

       7. สิ้นสุดขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม AppServ สำหรับขั้นตอนสุดท้ายนี้จะมีให้เลือกว่าต้องการสั่งให้มีการรัน Apache และ MySQL
           ทันทีหรือไม่ จากนั้นกดปุ่ม Finish เพื่อเสร็จสิ้นการติดตั้งโปรแกรม AppServ

          

                                       รูปที่ 7 แสดงหน้าจอขั้นตอนสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม AppServ

// Copyright © Teerayut Ngamsanga //Anime-Note//Powered by Blogger // Designed by Johanes Djogan //